ทำงานออนไลน์ให้ปลอดภัยในช่วง Work from home

/

ทำงานออนไลน์ให้ปลอดภัยในช่วง Work from home

IT Support แนะนำ ทำงานออนไลน์ให้ปลอดภัย ในช่วง Work from home

หลายๆองค์กร ใช้รูปแบบการทำงานแบบ Work from home กันอย่างแพร่หลาย เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 แต่อย่าลืมนะคะ ว่าต่อให้การทำงานออนไลน์ในรูปแบบของ Work from home ปลอดจากโควิดก็จริง แต่ไม่ได้ปลอดจากภัยไซเบอร์เลยน้า แต่ในทางกลับกัน ยังอันตรายมากขึ้นอีกต่างหาก เพราะการใช้งานที่ง่าย เข้าถึงง่าย อันตรายก็เพียบเช่นกันค่ะ

TechSpace จึงขอนำทริคลดความเสี่ยง เมื่อต้องทำงานออนไลน์แบบ Work from home มาฝากทุกคนเพื่อนำไปปรับใช้ ดังนี้ค่ะ

  1. ใช้ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส (มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนะคะ)

ป้องกันโควิดเรายังต้องเสียเงินซื้อของจำเป็นเช่น หน้ากากอนามัย หรือเจลล้างมือเพื่อป้องกันเลย ดังนั้นความปลอดภัยในส่วนนี้ก็เข่นกันค่ะ ยิ่งเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญด้วยแล้ว การลงทุนเพื่อป้องกันสักหน่อย อาจจะไม่ใช่เรื่องที่น่าเสียดายอะไรเลยนะ และราคาปัจจุบันของ Internet Security นั้นไม่ได้แรงเลยค่ะ (ประมาณ 300-900 บาท/ปี) อีกทั้งบางช่วงยังมีโปรโมชันลดราคาอีกด้วยนะ ดังนั้น ลงทุนสักนิด ดีกว่ามาคิดเสียใจทีหลังหากมีอะไรเสียหายนะคะ

  1. ใช้งานอุปกรณ์ของตัวเอง ไม่ใช้งานร่วมกัน

การทำงานออนไลน์ หากใช้อุปกรณ์ร่วมกัน อาจทำให้ได้ของแถมมาไม่รู้ตัว เช่น ไวรัสต่างๆ และไอ้เจ้่าพวกนี้แหละ จะไปทำลายงานที่อยู่ในอุปกรณ์ของเรา แต่..เราไม่ได้ทำอะไรเลยนี่นา แล้วมันมาจากไหน? เราไม่ใช้ แต่เราให้คนอื่นใช้ นั่นแหละที่มา ดังนั้นอุปกรณ์เครื่องไหนที่ใช้เพื่อการทำงาน ห้ามให้คนอื่นยืมหรือใช้ร่วมกันเด็ดขาด หากงานเสียหายนี่ใครรับผิดชอบ ถ้าไม่ใช่เรา จริงมั้ยคะทุกคน

  1. มีฝาปิด Webcam

Notebook บางเครื่องอาจจะมีตัวเลื่อนปิด Webcam มาให้ แต่บางเครื่องอาจจะไม่มี แต่ในส่วนนี้เราสามารถซื้อเสริมมาได้นะคะ หลายๆคนอาจจะสงสัยว่าเกี่ยวอะไรกับการทำงานออนไลน์? อย่าลืมว่า Hacker ฉลาดและมักจะหาหนทางที่ User เผลอหรือคิดไม่ถึงเพื่อจู่โจมเสมอ หากเรามีเอกสารสำคัญอยู่รอบตัว อาจทำให้แฮกเกอร์แอบดูผ่าน Webcam ได้ หากไม่ใด้ใช้งาน ก็แนะนำว่าปิดดีกว่าค่ะ เพื่อความปลอดภัยของตัวเราและงานอีกด้วย

  1. ใช้งาน VPN ที่ปลอดภัย 

เรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับองค์กรในภาพรวม โดยการสร้างหรือใช้บริการ VPN ที่ปลอดภัย เพื่อให้การทำงานออนไลน์ ถูกใช้งานในเครือข่ายที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

  1. จัดเก็บข้อมูลส่วนกลาง

อีกหนึ่งเรื่องที่องค์กรจะต้องสนับสนุน ซึ่งสามารถให้เราทำงานออนไลน์ในการอัปโหลดหรือดาวน์โหลดไฟล์งานส่วนกลางได้ ละเว้นการส่งงานสำคัญใน Line หรือโปรแกรมแชทที่ไม่ได้รับรองโดยองค์กร และหากองค์กรมีหรือใช้บริการ Cloud Service ก็ควรใช้งานในส่วนนี้ เพราะถือเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูลได้อีกหลายเท่าตัวเลยล่ะ

  1. ตั้งค่าความปลอดภัยใน Wifi ที่บ้าน

เรื่องนี้ USER ทุกคนควรให้ความสำคัญมาก ๆ นะ  โดยเมื่อเราติดต Internet จาก ISP (Internet service provider) แล้วเค้าจะแถมเราเตอร์ฟรีมาให้ แต่มันจะถูกตั้งค่า ID Password  สำหรับ Login เข้ามาแบบ Default เช่น admin admin  , admin password , password password หรือเป็นชื่อของอุปกรณ์ตัวนั้นเลย ซึ่งไม่ผิดครับ นั่นเพราะให้เรา Login ได้ง่ายและเข้าไปแก้รหัสใหม่

แต่หลายคนมักไม่ได้เปลี่ยน ยังคงตั้งค่าคงเดิมเอาไว้ (อันนี้คนละอย่างกับรหัส Wifi นะ อย่าพึ่งเข้าใจผิด)  เมื่อแฮกเกอร์รู้ เขาจะสามารถ Login เข้า Router เราได้และพร้อมจะขโมยข้อมูลเราเลยล่ะ  มีเรื่องที่เจอจริง ๆ คือ ผมไปร้านตัดผม ระหว่างที่กำลังรอตัด ก็นั่งไถฟีดปกติ และเหลือบไปเห็นว่า เจ้าของร้านให้ใช้ Wifi ฟรี ด้วยความที่อยากรู้ พอใช้ Wifi ได้แล้ว ก็ไปที่ 192.168.1.1 เมื่อมีหน้าใน Login ลองใส่เล่น ๆ ว่า admin และ password ปรากฎว่าเข้าได้เฉยเลย

ฉะนั้น ต้องเปลี่ยนเนอะ ขั้นตอนอาจยุ่งยากบ้าง ให้เปิดบราวเซอร์ขึ้นมา Chrome ก็ได้ Edge ก็ได้ Firefox ก็ได้ครับ จากนั้นไปที่พิมพ์ในช่อง Browser ว่า

192.168.1.1  จะเจอช่องให้ใส่ ID Password  ไปแง้มดูที่ตัว Router จะมี ID Password บอก จากนั้นก็พิมพ์ใส่ไปนั้น

ไปที่ตั้งบัญชีผู้ใช้งาน เลือกเปลี่ยนรหัสครับ

จากนั้นกด Save เป็นอันเสร็จ

หมายเหตุ หน้าต่างการใช้งานของ Router แต่ละยี่ห้ออาจจะไม่เหมือนกันนะครับ แต่จะใกล้เคียงกันตามวิธีที่บอก  และ Router บางตัวอาจไม่ได้ใช้ 192.168.1.1 แต่จะเป็นชื่อลิ้งค์ชัดเจน เช่น อย่างของ Linksys จะเป็น Linsyssmartwifi

  1. ทำความเข้าใจกับโปรแกรมในการประชุมทางวิดีโอ

แน่นอนว่าช่วง Work from home นี้ จะต้องประชุมผ่านโปรแกรมต่างๆในรูปแบบของ VDO Conference ทั้งนี้ทั้งนั้น เราควรทำความเข้าใจกับโปรแกรมนั้นๆให้ดี เลือกตั้งค่าการเข้าถึงให้ชัดเจน และเลือกใช้โปรแกรมที่มีความปลอดภัย เพื่อไม่ให้เครื่องมือต่างๆเกิดช่องโหว่จนนำมาสู่การหลุดรั่วของข้อมูลสำคัญ

  1. ตั้งรหัสผ่านที่ปลอดภัย

รหัสผ่านดี การทำงานบนไอทีก็ดีตาม ควรเลือกตั้งรหัสผ่านที่คาดเดาได้ยาก ผสมกันทั้งตัวเล็ก ตัวอักษรพิมพ์เล็ก-พิมพ์ใหญ่ หรือเพิ่มอักขระพิเศษด้วยได้ก็จะยิ่งเพิ่มความยากขึ้นๆไปอีก และห้ามให้รหัสเดียวกันในทุกๆบัญชี เพราะหากทำแบบนี้ ก็จะทำให้รหัสผ่านนั้นคาดเดาในบัญชีอื่นๆได้ง่ายด้วยไงล่ะ

  1. ระมัดระวังเรื่องการเชื่อมต่อเกี่ยวกับการเงิน 

หากในช่วงทำงานออนไลน์นั้น จำเป็นต้องเข้าเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับธนาคารออนไลน์ เราควรให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยมากกว่าส่วนอื่นๆ เช่น เมื่อเราต้องเข้าเว็บธนาคาร ควรตรวจสอบ่าได้เข้า เราได้เข้า Secure Hypertext Transfer Protocol ซึ่งหมายความว่า URL ของเว็บควรมี https: // ไม่ใช่แค่ http: // อย่างเดียว

นอกจากนี้ แฮกเกอร์อาจจะหลอกเราในรูปแบบต่างๆ เช่น E-mail, ข้อความทาง Social Media หรือทางโทรศัพท์ โดย Hacker อาจจะขอรายละเอียดธนาคารและข้อมูลส่วนตัวเพิ่มเติม จำไว้ว่าอย่าไว้ใจที่จะให้ข้อมูลกับใครง่ายๆ นอกจากจะเป็นผู้ที่เรารู้จักจริงๆ

  1. ให้ความสำคัญกับ E-mail

การทำงานออนไลน์ จะทำให้ E-mail กลายเป็นช่องทางสำคัญในการสื่อสาร แแต่ก็เป็นช่องทางที่ง่ายที่สุด ที่แฮกเกอร์จะขโมยข้อมูลด้วยเช่นกัน ดังนั้น ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเาสามารถเข้าถึง E-mail ได้อย่างปลอดภัยผ่าน VPN

ทั้งนี้ควรมีการเปลี่ยนรหัสผ่าน E-mail ทุก 2-3 เดือน และไม่หลงเชื่อ Phishing E-mail ที่ส่งมาขอรหัสผ่าน E-mail เด็ดขาดเลยนะ

ขอบคุณที่มา: Techhub.com 

 

การทำงานออนไลน์ อาจจะเป็นระบบการทำงานที่ง่าย แต่ก็เต็มไปด้วยอันตราย สิ่งสำคัญคือ User ต้องห้ามประมาทและไว้ใจอะไรง่ายๆ ไม่เช่นนั้น หายนะอาจจะกำลังมาเยือนแบบไม่รู้ตัวก็ได้นะ

อย่างไรก็ตามในช่วง Work from home นี้ ลองนำข้อมูลตรงส่วนนี้ไปปรับใช้ เพื่อเป็นแนวทางในการทำงานออนไลน์ให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นนะคะ

และหากใครก็ตาม ที่อยากเพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบไอทีแบบครบวงจรในช่วง Work from home เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานออนไลน์มากขึ้น ต้องนึกถึงระบบ IT Support จาก TechSpace นะคะ

 

สำหรับใครที่สงสัยหรืออยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถทัก Inbox เข้ามาหาเราได้เพียงคลิก

m.me/TechSpaceIT

Line : @TechSpace

Tel. 02-381-9075

www.techspace.co.th